นพ.ชาญวิทย์ กล่าวนำ งาน Happy Workplace Forum 2014

วันที่ 26 สิงหาคม 2557 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับแผนงานสร้างเสริมคุณภาพชีวิตการทำงานองค์กรภาครัฐ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงาน Happy Workplace Forum 2014 “สร้างองค์กรมีชีวิต (Humanizing the Workplace)” ณ ห้อง 201 อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

นายแพทย์ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวต้อนรับพร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงเรื่องความสุขกับการทำงานภาครัฐ

p001

 

นายแพทย์ชาญวิทย์เล่าถึงชีวิตการทำงานราชการ โดยกล่าวว่า เรื่องราชการต้องถอดหัวใจพูด ตนก็เคยเป็นข้าราชการมาก่อน  ในช่วงเวลาในการทำงาน 5 ปีแรกนั้น มีความรู้สึกอยากลาออกจากงานราชการ แต่พอเริ่มคิดว่าที่จริงแล้วปัญหาอยู่ที่ตัวเราเอง ก็เริ่มปรับตัวได้ อีกทั้งเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ก็เจอประสบการณ์เช่นเดียวกันกับตน แต่ขณะเดียวกันข้าราชการหลายคนก็สามารถอยู่จนเกษียรได้ โดยไม่ใช่ว่าจะมีความทุกข์กันทุกคน ดังนั้น ก่อนที่จะให้องค์กรมีการดูแลเราอย่างดี ทางเราเองก็ควรปรับทัศนคติด้วย ไม่ใช่ว่ามุ่งแต่จะขออย่างเดียวโดยไม่ช่วยตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งคนและองค์กรต่างก็มีความทุกข์

ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กรกล่าวถึงโครงการที่แผนงานสร้างเสริมคุณภาพชีวิตการทำงานองค์กรภาครัฐทำร่วมกับทาง สสส. โดยกล่าวว่า  หลายคนเห็นว่าพอมีโครงการนี้ ก็ทำให้ภาคราชการสามารถดำเนินการหลายๆ อย่างได้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาราชการเน้นแต่เรื่องการทำงาน แต่อันที่จริงแล้วการทำงานเป็นกระบวนการอย่างหนึ่ง”  พร้อมทั้งกล่าวเสริมต่อว่า “สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ การใช้ “ชีวิต” กับงาน ปัจจุบันไม่ใช่แค่งานและชีวิตต้องสมดุลกัน (Worklife Balance) แต่งานกับชีวิตต้อง “ยืดหยุ่น” กัน (Flexible) คนที่จะสามารถยืดหยุ่นชีวิตกับงานได้นั้น ต้องจัดการให้เป็น จะให้คนอื่นมาจัดการให้ไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณแม่ไม่สบายในระหว่างที่ต้องทำงาน จะต้องเลือกอะไร ฉะนั้นต้องจัดการให้เป็น”

นายแพทย์ชาญวิทย์ได้ยกถึงแนวคิดจากหนังสือ “Haward Business Review”  โดยเล่าว่า แต่ก่อนนั้นฝรั่งกล่าวว่าชีวิตต้องจัด “สมดุล” ให้ได้ ตัวอย่างหนังสือเล่มนี้ก็เคยเขียนว่าชีวิตจะมีความสุขด้วย “Worklife Balance”  แต่เวลา 5 ปีต่อมา ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้กลับตั้งคำถามว่า Worklife Balance ทำให้คนมีความสุขจริงหรือเปล่า ประเด็นนี้เสมือนเป็น “ความงามของความรู้” เมื่อเวลาผ่านไปก็ทำให้รู้ว่าความสุขไม่ใช่แค่สมดุลในการใช้ชีวิต แต่คือ“การใช้ชีวิตให้เป็น” สอดคล้องกับคำสอนของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ตรัสถึงเรื่องการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามทาง “สายกลาง” ซึ่งสุดท้ายแล้วฝรั่งก็เดินกลับมาหาแนวทางของไทย ในขณะที่ไทยเองกลับพยายามวิ่งไปหาฝรั่ง

ปัจจุบันหน่วยงานราชการไทยหลายแห่งมาอายุกว่า 100 ปี เช่น กรมชลประทาง มีอายุถึง 112 ปี ในขณะที่ภาคเอกชนเองยังไม่มีหน่วยงานใดอายุถึง 100 ปี อย่างเช่น บริษัทปูนซีเมนต์ที่แม้ว่าจะมีอายุกว่า 100 ปี แต่ก็มีลักษณะที่มีความผูกพันกับอยู่กับราชการสูงมาก ตัวสำคัญขององค์กรคือเรื่อง “Culture” วัฒนธรรมองค์กรที่มีอยู่ ต้องกลับไปหาให้เจอและนำมาใช้ ก็ทให้สามารถมีความสุขได้ คนรุ่นใหม่สนใจแต่ว่าหน่วยงานหรือองค์กรจะให้อะไรกับตน แต่อันที่จริงควรจะนึกถึงด้วยว่าตนเองควรจะทำอย่างไรให้ตัวเองมีความสุข

นายแพทย์ชาญวิทย์มองว่า ข้าราชการมีจุดแข็งเยอะ และต้องมีความภาคภูมิใจในความเป็นราชการ ตัวนายแพทย์ชาญวิทย์เองก็มีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ พร้อมทั้งเชื่อว่าส่วนหนึ่งเกิดจากความเข้าใจของตัวเราเอง ความสุขที่แท้จริงไม่ใช่การเรียกร้องให้ได้มากที่สุด แต่เราต้องให้คุณค่าชองการทำงานราชการ เพราะงานราชการไม่ใช่แค่งานทั่วไป แต่เป็นงานใหญ่ระดับชาติ บุคลากรในหน่วยงานทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้รักษาความปลอดภัย หรือแม่บ้าน ทุกคนต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในการสร้างคุณค่าต่อประเทศ ภาคราชการเองก็ควรเรียนรู้จากเอกชนทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน และมาประกอบให้เหมาะกับแต่ละหน่วยงาน ที่ทุกคนสามารถทำร่วมกัน แม้แต่กองทัพเองก็สามารถทำได้ ถ้าทุกคนช่วยกันแก้ปัญหา ความสุขก็สามารถเกิดขึ้นได้

ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส. ทิ้งท้ายว่า “สสส. อาจจะไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความสุขได้ แต่สามารถเป็นองค์กรเรียนรู้ให้ทุกคนมาเรียนรู้ร่วมกันได้ จึงอยากให้ 17 องค์กรต้นแบบลองคิดว่า หากมาร่วมเป็นศูนย์รวมแห่งการเรียนรู้ ก็จะสามารถทำให้คนเชื่อว่าเราจะสามารถทำให้องค์กรของเรามีความสุขได้ เมื่อเราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข สิ่งที่เราเชื่อก็จะมีคุณค่า ซึ่งเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ และมีประโยชน์กับประเทศนี้ เขื่อว่าระบบราชการออกแบบองค์กรเพื่อให้คนเติบโตขึ้น เสมือนเป็นโรงเรียนชีวิตทำให้เติบโตขึ้น เข้มแข็งขึ้น จัดการชีวิตตนเองได้ ดูแลครอบครัว และสังคมให้ดียิ่งขึ้น”